วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2552

โรคสะเก็ดเงิน กับ โรคหัวใจ








ใครจะไปคิดนะครับว่าโรคผิวหนังเรื้อรังอย่าง “สะเก็ดเงิน” จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เมื่อหลายปีก่อน ผมมีคนไข้อายุประมาณ 40 กว่าปี เป็นโรคสะเก็ดเงิน มีข้ออักเสบจากโรคนี้ร่วมด้วย มาพบผมด้วยอาการแน่นหน้าอก โดยทั่วไปแล้วอายุขนาดนี้ยังไม่น่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ หากเป็นก็มักจะตีบบางที่บางจุด แต่รายนี้ พบว่าตีบมากมายหลายจุด หลอดเลือดหัวใจเหลือเพียงเส้นเล็กๆ ไม่สามารถให้การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจ หรือ แม้แต่การทำผ่าตัด ต้องรักษาด้วยยาอย่างเดียว...ผมก็งงอยู่หลายปีว่าเหตุใดผู้ป่วยรายนี้จึงรุนแรงกว่ารายอื่นๆที่พบ จนกระทั่งได้อ่านบทความสรุปจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ลงความเห็นใน American Journal of Cardiology ธันวาคม 2551 นี่เอง พบว่า โรคสะเก็ดเงิน มีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่อายุน้อย ความรู้นี้มาจากงานวิจัยที่ University of Pennsylvania สหรัฐอเมริกา ลงในวารสารการแพทย์ JAMA ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 เขาติดตามผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินเปรียบเทียบกับคนที่ไม่มีโรค พบว่าคนที่เป็นโรคสะเก็ดเงินมีความเสี่ยงต่อ “กล้ามเนื้อหัวใจตาย” หรือ heart attack มากขึ้น ยิ่งอายุน้อยและโรคสะเก็ดเงินรุนแรงยิ่งเสี่ยงมากขึ้นเป็น 3.1 เท่า มิน่า คนไข้ผมถึงได้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่รุนแรงขนาดนั้น กลไกเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง มีผลให้หลอดเลือดหัวใจมีการอักเสบและตีบง่ายขึ้นตามมา แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อสรุปถึงสาเหตุหรือกลไกที่แน่นอน คำแนะนำในปัจจุบัน คือ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรง ควรได้รับการประเมินทางหัวใจด้วย แม้ว่าจะไม่มีอาการทางหัวใจก็ตาม และ ควรได้รับการดูแลเรื่องปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอย่างเข้มงวด เช่น บุหรี่ ความดันโลหิต ไขมันโคเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด เป็นต้น...

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Plant Statnol กับผลการลดไขมันโคเลสเตอรอล


บทความข้างล่างนี้ คัดลอกมาจาก

“แพลนท์ สตานอล” นวัตกรรมใหม่จากฟินแลนด์น่าทึ่งด้วยคุณสมบัติลดโคเลสเตอรอลได้ถึง 15%
Wednesday, 17 December 2008 10:37 --สุขภาพ
กรุงเทพฯ--17 ธ.ค.--อินทิเกรเต็ด คอมมูนิเคชั่น
http://www.newswit.com/news/2008-12-17/5d30c61aa6fa0a6d317342f343973962/


ซึ่งผมเห็นว่ามีรายละเอียดดี ถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่วนผมจะให้ความเห็นภายหลังครับ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ปัญหาโคเลสเตอรอลสูง เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคร้ายอื่นๆ ทั้งหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้มีการวิจัยกันอย่างแพร่หลายเพื่อหาวิธีที่จะลดโคเลสเตอรอล ซึ่งการวิจัยที่ประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์ ที่มีการค้นพบ “แพลนท์ สตานอล” (Plant Stanol) ซึ่งเป็นสารสกัดที่มีอยู่ในข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวไรย์ และพืชอื่นๆ จากธรรมชาติ ที่ช่วยลดโคเลสเตอรอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคิดค้น แพลนท์ สตานอล ในฟินแลนด์ เกิดขึ้นในปี 1972 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวฟินแลนด์มีปัญหาโคเลสเตอรอลสูง ส่งผลให้คนวัยทำงานเสียชีวิตด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด สูงที่สุดในโลก รัฐบาลฟินแลนด์จึงเร่งหามาตรการแก้ปัญหานี้ โดยมีภาครัฐและเอกชน ร่วมใจกันรณรงค์ลดโคเลสเตรอล และรัฐบาลยังได้ระดมผู้เชี่ยวชาญมาคิดค้นวิจัยสารสกัดที่จะช่วยลดโคเลสเตอรอล จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ สามารถค้นพบ แพลนท์ สตานอล ทำให้โครงการรณรงค์ลดโคเลสเตอรอลของฟินแลนด์ประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ภายใน 5 ปี อัตราการตายของชาวฟินแลนด์จากโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ในวัยทำงานลดลงถึง 70% และ องค์การอนามัยโลกยังได้จัดอันดับคุณภาพของประชากรชาวฟินแลนด์ให้ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 11 ของโลก ซึ่งต่อมา ไรซิโอ กรุ๊ป บริษัทยักษ์ใหญ่ในฟินแลนด์ ได้พัฒนาแพลนท์ สตานอล ให้อยู่ในรูปของผง ของเหลวและขี้ผึ้ง เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารตามความเหมาะสม โดยจดชื่อแบรนด์ของเพลนท์ สตานอลทั้ง 3 รูปแบบนี้ว่า เบเนคอล (Benecol) ซึ่งความสำเร็จในการลดโคเลสเตอรอลของเบเนคอลทำให้แบรนด์นี้ได้รับการยอมรับในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านลดโคเลสเตอรอลจนถึงปัจจุบัน งานวิจัยทางการแพทย์กว่า 40 ชิ้น ระบุว่า หากรับประทาน แพลนท์ สตานอล อย่างต่อเนื่องจะช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดเลวซึ่งไม่ดีต่อร่างกาย (Low-density lipoprotein - LDL) ได้ถึง 15% สำหรับระยะในแสดงผลนั้น ได้มีการทำวิจัยซึ่งปรากฏผลที่น่าทึ่งนั่นคือหลังจากรับประทานแพลนท์ สตานอล อย่างต่อเนื่อง เราจะเห็นผลได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป

การศึกษาแบบทดลองสุ่มตัวอย่างแบบ Double Blind เพื่อช่วยลดความแปรผันของตัวแปรต่างๆ ยังแสดงให้เห็นว่า การรับประทาน แพลนท์ สตานอล จะช่วยลดโคเลสเตอรอลรวมและโคเลสเตอรอลชนิดเลว แต่ไม่ลดโคเลสเตอรอลชนิดดี (High-density lipoprotein - HDL) หรือมีผลกระทบใดๆ ต่อระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ การทำงานของ แพลนท์ สตานอล นั้น สามารถอธิบายได้ว่า เมื่อโคเลสเตอรอลถูกดูดซึมจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด (การดูดซึมนี้จะเกิดขึ้นบริเวณส่วนบนของลำไส้เล็ก ซึ่งเรียกว่ามิกส์ ไมเซลส์ (Mixed micelles)) จะเกิดปฏิกิริยา 2 อย่าง ที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมโคเลสเตอรอล ปฏิกิริยาแรกเกิดขึ้นในลำไส้ โดยแพลนท์ สตานอล จะไปแทนที่โคเลสเตอรอลจากมิกส์ ไมเซลส์ โคเลสเตอรอลที่ไม่ได้เข้ารวมตัวกับมิกส์ ไมเซลส์ จะไม่ถูกดูดซึมแต่จะถูกขับออกจากร่างกายในรูปของอุจจาระ ปฏิกิริยาที่ 2 เกิดขึ้นในเอ็พอิเธ็ทเลียลเซลล์ (epithelial cells) ในผนังลำไส้เล็ก โดยแพลนท์ สตานอล จะถูกนำเข้าไปในเอ็พอิเธ็ทเลียลเซลล์ และกระตุ้นทรานสปอร์เทอร์ โปรตีน (transporter proteins) ให้นำโคเลสเตอรอลจากเอ็พอิเธ็ทเลียลเซลล์ กลับเข้าสู่ลำไส้

นักวิจัยที่ชื่อว่า ฮอลลิไคเน็น (Hallikainen MA) และคณะ ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ โดยใช้ แพลนท์ สตานอล เป็นส่วนหนึ่งใน A US National Cholesterol Education Pragram (NCEP) Step II Diet โดยให้มีการบริโภคขนมปังไขมันต่ำผสมแพลนท์ สตานอล ที่สกัดจากไม้ 2.3 กรัม พบว่า สามารถลดโคเลสเตอรอลได้ถึง 23.6% เมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมอาหาร ในขณะที่ถ้าใช้วิธีควบคุมอาหารอย่างเดียวจะลดโคเลสเตอรอลได้เพียง 9.9% ซึ่งให้ผลเหมือนกับการทดลองใช้แพลนท์ สตานอล ร่วมกับอาหารแบบฟินแลนด์นาน 12 เดือน ซึ่งทำการศึกษาในเมืองคารีเลียเหนือ (North Karelia) ประเทศฟินแลนด์

งานวิจัยของนักวิจัยที่ชื่อว่า เฮเลน่า กิลลิง (Helena Gylling) Professor of Clinical Nutrition,
University of Kuopio and Kuopio University Hospital และคณะ พบว่า แพลนท์ สตานอล สามารถลดการดูดซึมของโคเลสเตอรอลจาก 2 แหล่ง คือ โคเลสเตอรอลที่ได้จากอาหารและโคเลสเตอรอลที่เป็นส่วนประกอบของน้ำดี ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าทำไมแพลนท์ สตานอล จึงมีประสิทธิภาพในการลดโคเลสเตอรอลของเราแม้ว่าเราจะรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำหรือไม่มีเลยก็ตาม
สำหรับคำถามที่ว่า หากผู้ที่รับประทานยาลดโคเลสเตอรอลอยู่แล้ว การทานแพลนท์ สตานอลร่วมด้วยจะทำได้หรือไม่ และจะช่วยเสริมประสิทธิภาพหรือไม่ คำถามนี้ได้มีการวิจัยแล้ว ปรากฏว่า การใช้ยาสแตตินและแพลนท์ สตานอล ร่วมกันจะช่วยเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน เพราะทั้ง 2 ตัวนี้จะมีปฏิกิริยาในการลดโคเลสเตอรอลต่างกัน โดยยาสแตติน (Statin) (HMG-CoA reductase inhibitor) ซึ่งเป็นยาลดโคเลสเตอรอลที่นิยมใช้มากที่สุดขณะนี้ จะลดโคเลสเตอรอลโดยไปยับยั้งการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในตับ จากทดลองของนักวิจัยที่ชื่อ แบลร์ (Blair SN) และคณะ โดยการให้ผู้ป่วยที่มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงรับประทานมาร์การีนผสมแพลนท์ สตานอล ร่วมกับการใช้ยาลดโคเลสเตอรอล พบว่าสามารถลดโคเลสเตอรอลได้ถึง 17%
ข้อมูลจากผลการทดลองพบว่า ปริมาณแพลนท์ สตานอล ที่เหมาะสมในการลดโคเลสเตอรอล คือ 2 กรัมต่อวัน ซึ่งหากจะรับประทานพืชจากธรรมชาติให้ได้แพลนท์ สตานอล ที่เพียงพอนั้นจะต้องรับประทานในปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกาย เช่น จะต้องรับประทานส้ม 500 กิโลกรัม องุ่น 133 กิโลกรัม อัลมอนด์ 100 กิโลกรัม น้ำมันถั่วเหลือง 33 กิโลกรัม ข้าวสาลี 5.1 กิโลกรัม จึงจะได้รับแพลนท์ สตานอล 2 กรัม ดังนั้นการปรับประทานแพลนท์ สตานอล ที่สกัดออกมาจึงเป็นเป็นวิธีที่ดีกว่า

ผลการศึกษาด้านความปลอดภัยในการใช้ แพลนท์ สตานอล พบว่า มีความปลอดภัย เพราะเป็นสารจากธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพ นอกจากนี้ ยังดูดซึมต่ำอีกด้วย โดยได้รับการรับรองจากหลายประเทศในแถบยุโรปและอเมริกา ก่อนที่จะผลิตออกมาเป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่มออกวางจำหน่ายถึง 29 ประเทศทั่วโลก อาทิ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยี่ยม สวิสเซอร์แลนด์ สวีเดน อิตาลี สเปน เกาหลี จีน ซึ่งแต่ละประเทศมีการผลิตหลากหลายรูปแบบ อาทิ นม โยเกิร์ต พาสต้า ขนมปัง คุ้กกี้ มาร์การีน สเปรด

- Law M.Plant sterol and stanol margarines and health. BMJ 2000; 320:861-4
- Plant Stanol Ester : Clinical Summary 2005
- www.benecol.net

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

วิตามิน E และ C ไม่ได้ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด




วันนี้มีเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ แต่เดิมมีความเชื่อกันว่า การรับประทาน vitamin E และ C อาจช่วยในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ทั้งนี้มาจากพื้นฐานที่ว่า ทั้ง vitamin E และ C มีฤทธิ์ในการเป็น anti-oxidant ต้านอนุมูลอิสระ น่าจะช่วยป้องกันโรคได้ จึงมีการศึกษาวิจัยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยการสนับสนุนจากองค์กรอิสระในสหรัฐอเมริกา มีการรายงานผลการวิจัยนี้สดๆร้อนๆในที่ประชุมวิชาการประจำปีของ American Heart Association เมื่อต้นเดือน พฤศจิกายน ที่ผ่านมาครับ และลงพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำน่าเชื่อถืออย่าง JAMA (JAMA2008;300:2123)

การศึกษานี้เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 โดยทำในอาสาสมัครแพทย์เพศชาย (อเมริกัน) กว่า 14,641 คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แบ่งเป็นสองกลุ่มกลุ่มหนึ่งได้รับยาหลอก และ อีกกลุ่มได้รับ vitamin E 400 ยูนิตวันเว้นวัน ร่วมกับ vitamin C 500 มก.ทุกวัน ติดตามไปนานกว่า 8 ปี พบว่าอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่แตกต่างกันเลยระหว่างกลุ่มที่ได้รับยาจริงกับยาหลอก นั่นหมายความว่า การรับประทาน vitamin E และ C ไม่ได้ประโยชน์ในแง่การป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่สำคัญมากๆคือ vitamin E เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกในสมองขึ้น 1.74 เท่า (หรือ 74%) ซึ่งก็ไม่น้อยเลยครับ

ผมว่าอะไรที่พิสูจน์แล้วว่าไม่มีประโยชน์ แถมยังมีโทษก็ควรจะเลิกใช้นะครับ

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ใบแปะก๊วย Ginkgo ป้องกันสมองเสื่อม ได้จริงหรือ?





อย่างที่หลายๆท่านทราบดีว่า มีการโฆษณากันอย่างแพร่หลายถึงสรรพคุณของ ใบแปะก๊วย ว่าช่วยเรื่องความจำช่วยป้องกันสมองเสื่อม รวมทั้งประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย มีการจำหน่ายกันอย่างมากในรูปอาหารเสริม แคปซูล สามารถวางขายได้ทั่วไป รวมทั้งการขายตรง เนื่องจากไม่จัดเป็นยา อย.ประเทศเราขึ้นทะเบียนเป็นอาหารเสริมเช่นเดียวกันกับ อย. สหรัฐอเมริกา (US FDA)
เมื่อมีคำถาม ทางที่ดีที่สุด คือ การศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบคำถามนั้นๆ นี่เป็นวิธีการคิดแบบวิทยาศาสตร์ มีการทดลอง พิสูจน์ให้เห็นจริง แต่การศึกษาวิจัยที่ดีนั้น จะต้องเป็นการศึกษาในคน และ เป็นการศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มคนที่เหมือนๆกัน แบ่งครึ่งหนึ่งได้รับสารนั้น อีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอก (สารแป้ง) แล้วมาดูว่า ผลดีของยาเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แตกต่างจากยาหลอกหรือไม่ การศึกษาแบบนี้เท่านั้นจึงจะน่าเชื่อถือและยอมรับสำหรับวงการแพทย์ปัจจุบัน

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 นี้เองครับ มีการรายงานในวารสารการแพทย์ชั้นนำ (JAMA 2008:300;2253) เป็นการรายงานผลการศึกษาผลของใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) โดยศึกษาในกลุ่มประชากรอเมริกัน โดยศูนย์การแพทย์ทั้งหมด 5 แห่งร่วมมือกันครับ ระหว่างปี ค.ศ.2004-2008 มีอาสาสมัครเข้าโครงการนี้ 3069 คน อายุ 75 ปีขึ้นไป ไม่มีอาการทางสมองมาก่อน แม้ว่าจะมีโรคประจำตัวอื่นๆอยู่บ้าง แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม เท่าๆกัน โดยลักษณะโรคต่างๆคล้ายกัน กลุ่มหนึ่งได้รับ Ginkgo สกัดขนาด 120 มก.วันละสองครั้ง อีกกลุ่มหนึ่งได้รับยาหลอก ติดตามไปนานกว่า 6 ปี แล้วนำมาทดสอบเรื่องความจำ และโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease) ผลปรากฎว่า.... ใบแปะก๊วยสกัด ไม่ได้ช่วยป้องกันสมองเสื่อม หรือ โรคอัลไซเมอร์ เลย มิหนำซ้ำยังมีแนวโน้มว่ามีจำนวนผู้ป่วยสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่พบผลเสียร้ายแรงจากใบแปะก๊วยสกัด

ก็นำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ ผมอยากจะเน้นว่า เวลาฟังข่าว ไม่ว่าจะสื่อไหนๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งดี เจ วิทยุ) ต้องดูให้ดีว่าเป็นการศึกษาแบบไหน มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน อย่าเชื่อใครง่ายๆครับ.....

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แพทย์ทางเลือก ดีจริงหรือ ?





ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงก่อนครับว่า บทความนี้มิได้ดูถูกแพทย์ทางเลือก แต่อยากให้มุมมองจากแพทย์แผนปัจจุบันว่าแพทย์ทางเลือกนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง ทำไมแพทย์ปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ยอมรับแพทย์ทางเลือก

คำว่าแพทย์ทางเลือก หรือ Alternative medicine น่าจะหมายความถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยโดยไม่ใช่แพทย์แผนปัจจุบัน จึงรวมถึง การรักษาด้วยอาหารชีวจิต สมุนไพร ล้างพิษ (detox) ไปจนถึงการฝังเข็ม

ทัวร์ ชีวจิต ล้างพิษ


มีการจัดทัวร์เพื่อการนี้เป็นเฉพะอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เสียค่าใช้จ่ายไม่น้อย หลักการสำคัญคือ การงดอาหารเนื้อสัตว์ แป้ง รับประทานแต่ผักผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อตรวจเลือดหรือชั่งน้ำหนักหลังจากทัวร์ ย่อมมีค่าต่างๆเปลี่ยนไปในทางดีขึ้น ทำให้สามารถนำไปโฆษณาต่อได้ การที่ผลเลือดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นนั้นไม่น่าแปลกใจเลย เพราะรับประทานแต่อาหารที่มีไขมันต่ำ แป้งก็เป็นข้าวกล้องซึ่งดีต่อสุขภาพ อาหารที่รับประทานก็ลดลง น้ำหนักตัวจึงลดลง ถามว่าอาหารแบบนี้ดีจริงหรือ คำตอบ คือ ดีจริงๆ อาหารไขมันต่ำเป็นประโยชน์ต่อหลอดเลือด แต่ปัญหาคือ จะสามารถนำไปปฎิบัติเช่นนี้ได้ทุกวันไหม คำตอบคือส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ (ถ้าทำได้เองคงไม่ต้องมาซื้อทัวร์ล้างพิษ) คนส่วนมากเข้าใจว่า มารับประทานเป็นครั้งคราวแบบนี้ได้ประโยชน์ เป็นการล้างพิษ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว “พิษ”คือ อะไร ไม่มีใครอธิบายได้ แล้วการกระทำเช่นนี้ มีการขับ “พิษ” ออกจากร่างกายจริงหรือ ก็ไม่มีตัววัดที่พิสูจน์ได้ชัดเจน เช่นเดียวกันกับการสวนลำไส้ด้วยกาแฟ ที่เรียกว่า การทำ ดีท๊อก มาจากคำว่า detoxification ซึ่งก็ความหมายเดียวกันกับ ล้างพิษ นั่นเอง น้ำกาแฟที่ใส่เข้าไปในลำไส้ใหญ่ ไม่สามารถดึงเอาสารพิษออกจากร่างกายได้ และเช่นเดียวกันว่า ไม่เคยมีการตรวจวัด “สารพิษ” ที่ออกมากับน้ำกาแฟดังกล่าวเลย จึงเป็นเพียง ความเชื่อเท่านั้น อันตรายจากการทำ detox คือ การใช้น้ำที่ร้อนเกินไป มีผู้ป่วยหลายรายแล้วที่ต้องมานอนรพ.เนื่องจาก ลำไส้ทะลุ ลำไส้อักเสบ หรือ ติดเชื้อในกระแสโลหิตภายหลังการทำ detox ทั้งนี้เนื่องจากเยื่อบุผิวลำไส้ใหญ่บอบบาง การทำ detox ก็เสมือนการลวกลำไส้นั้นเอง ย่อมเกิดการบวมอักเสบ เป็นแผล บริเวณนั้นมีเชื้อโรคมากอยู่แล้วจึงมีโอกาสซึมเข้ากระแสเลือด ผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ก็ยังมีคนเชื่อ คนทำกันสม่ำเสมอด้วยความเชื่อว่ามีประโยชน์ ทั้งๆที่ไม่เคยมีการพิสูจน์ว่าได้ประโยชน์

สมุนไพร ภูมิปัญญาชาวบ้าน


ผมคนหนึ่งที่ไม่ชอบคำว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านหรือ ภูมิปัญญาไทย เท่าไหร่ เพราะทุกครั้งที่ให้ความเห็นเรื่องสมุนไพรในทางลบ ก็จะเสมือนไปดูถูกชาวบ้านหรือคนไทย ซึ่งไม่ใช่เช่นนั้น ความจริงรากเหง้าของยาแผนปัจจุบัน ก็มาจากสมุนไพร หรือ จากพืช สัตว์ แต่เมื่อทราบสูตรทางเคมีแล้วจึงมีการสังเคราะห์ขึ้นใหม่ เกิดเป็นยาขึ้น ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่าสมุนไพรไม่ดี แต่ การรักษาด้วยสมุนไพร มีข้อจำกัดมากมาย มีคำถามเกิดขึ้น เช่น สมุนไพรชนิดเดียวกัน แต่ปลูกคนละแห่งจะมีสารออกฤทธิ์เท่ากันหรือไม่ จะต้องใช้ขนาดเท่าไหร่จึงจะพอเหมาะ นานแค่ไหน การผสมสมุนไพรหลายชนิดในยาต้มยาหม้อนั้น เกิดการตีกันระหว่างสารออกฤทธิ์หรือไม่ มีผลเสียอะไรบ้าง แล้วผลดี ได้รับการพิสูจน์โดยการทดลองหรือไม่ ว่าสมุนไพรได้ประโยชน์จริงๆ ทำไมจึงใช้รักษาโรคได้ครอบจักรวาล ทั้งๆที่แต่โรคมีความผิดปกติต่างกัน คำถามหลายคำถามไม่มีคำตอบ แต่ที่แน่ๆเลย คือ สมุนไพรมีโทษ อย่าคิดว่าของจากธรรมชาติไม่มีโทษนะครับ สมุนไพรไทยอย่างใบขี้เหล็ก ทางองค์การเภสัชได้นำมาบรรจุเป็นเม็ดจำหน่าย ช่วยให้นอนหลับ แต่สุดท้ายก็ต้องเลิกไป เพราะมีรายงานตับอักเสบจากสมุนไพรนี้หลายราย(แม้แต่องค์กรรัฐยังเชื่อถือไม่ได้) หรือ สมุนไพรจีนมีรายงานว่าทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น เป็นต้น แต่สมุนไพรก็ยังมีประโยชน์เช่นสมุนไพรจีน นำมาใช้รักษามาเลเรียได้ผลดี ดังนั้น ความสำคัญจึงอยู่ที่ สมุนไพรนั้นๆได้ผ่านการพิสูจน์ ทดลองอย่างเป็นระบบ แล้วหรือไม่ ได้ประโยชน์จริงไหมและมีโทษอะไรบ้าง หากสมุนไพรได้ผ่านการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ ก็จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าในปัจจุบัน

การฝังเข็ม


แตกต่างจากเรื่องสมุนไพร เพราะการฝังเข็มได้มีการศึกษา ทดลอง พิสูจน์ให้เห็นจริงๆว่าได้ประโยชน์ ในบางเรื่อง ที่เด่นชัดคือ ฝังเข็มเพื่อลดอาการเจ็บปวด สามารถผ่าตัด หรือ ถอนฟันได้โดยไม่ต้องใช้ยาชาหรือยาสลบ สำหรับการฝังเข็มเพื่อรักษาโรคอื่นๆ (ซึ่งแพทย์ฝังเข็มอ้างว่ารักษาได้ทุกโรค แม้แต่โรคหัวใจ !) กลับไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนว่าได้ผลจริงๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทำการศึกษาได้ยาก อีกประการหนึ่งคือ ขึ้นกับฝีมือคนทำด้วย (แตกต่างจากการศึกษาเรื่องยา) ดังนั้น ในความเห็นผม ฝังเข็มได้ประโยชน์เฉพาะเรื่องการลดความเจ็บปวดเท่านั้น

การครูดตะกรัน หรือ Chelation


ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะนับเป็นแพทย์ทางเลือกไหม เพราะจริงๆแล้วเป็นการให้ “ยา”ทางหลอดเลือดดำ ด้วยความเชื่อว่า ยาที่ให้นั้น จะไปลอกครูด เอาของเสียออกจากร่างกาย มีการแนะนำอย่างเป็นล่ำเป็นสันในบางคลินิก โดยอ้างว่า ทำให้หลอดเลือดหัวใจสะอาดขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่ประการใด ไม่มีการศึกษาพิสูจน์ว่าเป็นจิงแม้แต่น้อย คนไข้ผมรายหนึ่งทำ chelation มานาน สุดท้ายก็เกิด heart attack อยู่ดี

แพทย์แผนปัจจุบันมีข้อดีตรงที่ การรักษาด้วยยาต่างๆหรือ คำแนะนำต่างๆ ส่วนมากแล้วจะผ่านการศึกษาวิจัยอย่างมีระบบ พิสูจน์ให้เห็นว่าการได้รับยาได้ประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่าการที่ไม่ได้รับยานั้น ตัวอย่างเช่น การลดระดับไขมันในเลือดด้วยยากลุ่ม statins ได้รับการพิสูจน์จากหลายการศึกษา รวมคนที่ศึกษากว่า 100,000 คน ก็พบประโยชน์ชัดเจนในการป้องกัน heart attack มีคนใช้ยานี้หลายล้านคนเป็นเวลาหลายปี โดยมีผลเสียจากยาน้อยมาก น้อยกว่า1% แต่กระนั้นก็ตาม เวลาบอกให้ผู้ป่วยรับประทานยา กลับไม่ยอมรับประทานยา กลับไปเชื่อเรื่องสมุนไพร เรื่องล้างพิษ เรื่องครูดตะกรัน ทั้งๆสิ่งเหล่านั้นไม่เคยได้รับการพิสูจน์ด้วยซ้ำว่าดีจริง

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

คำถามเกี่ยวกับยาลดไขมันในเลือด


มีคำถามมากมายเกี่ยวข้องกับยาลดไขมันในเลือด ส่วนใหญ่ถามถึงความจำเป็นในการรับประทานยา การหยุดยา และผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น อาจตอบได้กว้างๆ ดังนี้

ยาลดไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในปัจจุบัน คือ ยากลุ่มสแตติน ซึ่งมีด้วยกันหลายยี่ห้อ ยาที่ออกมารุ่นแรกๆมักมีประสิทธิภาพต่ำกว่ายาที่ออกมาจำหน่ายภายหลัง แต่รุ่นแรกๆมักมีราคาถูกกว่าเนื่องจากหมดสิทธิบัตรแล้ว ยากลุ่มนี้ได้รับการศึกษา วิจัย อย่างมาก ทั้งในผู้ที่ยังไม่เป็นโรค และในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ผลการศึกษาล้วนออกมาในทางเดียวกัน คือ การลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดด้วยยากลุ่มนี้ ได้ประโยชน์ในการป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย ชะลอการตีบตันหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตจากหลอดเลือดสมองตีบ ทั้งในผู้ที่ยังไม่เคยมีโรคหรือเกิดโรคแล้วก็ตาม นอกจากนั้นยังได้ประโยชน์แม้ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดมิได้สูงนักก็ตาม จึงอาจกล่าวได้ว่า ยากลุ่มนี้ ไม่เพียงเป็นยาลดไขมันเท่านั้น แต่ยังช่วยให้หลอดเลือดแดงเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น จึงจัดเป็นยาที่จำเป็นในผู้ป่วยโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ซึ่งต้องรับประทานไปตลอดชีวิตแม้ว่าระดับไขมันจะลดต่ำลงมามากแล้วก็ตาม ไม่ควรหยุดยาเอง เนื่องจากอาจเกิดผลเสียได้

ผลแทรกซ้อนจากยากลุ่มนี้มีได้เช่นเดียวกันกับยาทุกชนิด ที่เด่นคือ ค่าเอนไซมย์ตับ (SGOT/SGPT) และ เอนไซมย์กล้ามเนื้อ (CPK) สูงขึ้น ซึ่งอาจบ่งถึงการอักเสบหรือไม่ก็ได้ น้อยรายมากที่จะเกิดอาการของ “ตับอักเสบ” ชัดเจน หรือ กล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง เรียกได้ว่าโอกาสเกิดกรณีเช่นนั้นพบได้น้อยกว่าร้อยละ 1 หากค่า SGOT/SGPT สูงขึ้นกว่าเดิมไม่เกิน 3 เท่า หรือ CPK สูงขึ้นไม่เกิน 10 เท่าก็ไม่จำเป็นต้องหยุดยาแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม ค่าต่างๆเหล่านี้อาจสูงขึ้นได้บ่อยๆในบางรายแม้ไม่รับประทานยา ดังนั้นค่าที่ผิดปกติไม่ได้หมายความว่าจะเกิดจากยาเสมอไป ผู้ที่รับประทานยากลุ่มนี้ควรตรวจค่าเอนไซมย์ดังกล่าวเป็นระยะๆ และ พบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง ขาไม่มีแรงลุก เดิน เป็นต้น ผลแทรกซ้อนจากยาอาจพบสูงขึ้นได้หากไม่ระมัดระวัง เช่น การรับประทานยากลุ่มนี้บางตัวร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิดอาจเสริมกัน ทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้นมากจนเป็นอันตราย จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานยาใดๆ นอกจากนั้นพันธุกรรมยังมีบทบาทด้วย บางรายมี “ยีน” ที่ส่งเสริมการเกิดกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ควรได้รับยากลุ่มนี้อีกต่อไป

อาการปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อย หรือ ตะคริว เป็นอาการที่พบบ่อย โดยผลเลือดมักจะปกติ อาการเช่นนี้อาจเกี่ยวข้องกับยาหรือไม่ก็ได้ หากมีอาการดังกล่าว แพทย์อาจทดลองให้หยุดยาชั่วคราวแล้วดูอาการ หรือ ลดขนาดยา หรือ แนะนำให้รับประทานยาอื่นๆแก้ไขตามอาการ การให้ Co Q10 รับประทานในบางรายอาจช่วยลดอาการตะคริวได้

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551

การรักษาโรคหัวใจด้วย เซลล์ ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม



การรักษาโรคหัวใจด้วยเซลล์

ชื่อที่คุ้นเคยกว่า คือ การรักษาด้วย stem cell เรื่องนี้ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่อยู่ แม้ว่าเราจะรู้จักและใช้เซลล์ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือด หรือ ธาลัสซีเมียมานานแล้ว แต่หากในโรคหัวใจแล้ว คนละเรื่องเดียวกัน เนื่องจากเดิมเชื่อว่า เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ไม่อาจซ่อมแซมสร้างขึ้นใหม่ได้อีก ความเชื่อเปลี่ยนไปเมื่อตรวจพบว่า มี Yโครโมโซมซึ่งบ่งบอกเพศชาย ในกล้ามเนื้อหัวใจที่ได้มาจากผู้หญิงในผู้ป่วยชายที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ นั่นแสดงว่า ร่างกายผู้ป่วยสามารถส่งเซลล์มายังหัวใจดวงใหม่ได้ ทำให้มีการวิจัยหาทางนำเซลล์มาใช้ในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย โดยหวังว่า จะเกิดการซ่อมแซม ทำให้หัวใจกลับมาดีได้ดังเดิม หรือ ตายน้อยลง แต่จนถึงวันนี้ ยังถือว่าเพิ่งเริ่มต้น ยังต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีจึงจะบอกได้ว่าจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่....

เซลล์ที่นำมาศึกษาทดลองมีมากมาย ตั้งแต่เซลล์กล้ามเนื้อลาย เซลล์ไขกระดูก เซลล์ต้นกำเนิดที่มีอยู่ในกระแสเลือด กระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์ก็มีหลากหลายเทคนิค ยังไม่มีการเพาะเลี้ยงที่ “เป็นมาตรฐาน” ขั้นตอนการนำเซลล์กลับสู่หัวใจก็มีหลายวิธีเช่นกัน ตั้งแต่ง่ายๆแค่การให้ทางหลอดเลือดดำ ไปจนการฉีดเข้าหลอดเลือดหัวใจ หรือ ผ่าตัดเล็กๆเข้าไปฉีดกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรงเลยก็มี สิ่งที่ต้องติดตามก็คือ ผู้ป่วยอาการดีขึ้นจริงหรือไม่ บางครั้งดูจากอาการอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูด้วยว่าอัตราตายลดลงหรือไม่ ชีวิตยืนยาวขึ้นไหม หัวใจดีขึ้นจริงหรือไม่ด้วยการตรวจต่างๆ และการรักษาวิธีนี้ก่อให้เกิดมะเร็ง หรือ ระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติหรือไม่อีกด้วย

ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุม European Congress of Cardiology ที่นครมิวนิค เยอรมัน เมื่อต้นเดือนกันยายน 2551 เป็นการประชุมที่มีคนเข้าร่วมหลายหมื่นคน เกี่ยวกับความรู้ทันสมัยที่สุดทางโรคหัวใจ ได้ฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับ การรักษาด้วยเซลล์ (Stem Cell Therapy) สำหรับโรคหัวใจแล้ว อยากเรียนว่าการศึกษาที่ผ่านมา ได้ผลระยะสั้นบ้างไม่ได้ผลบ้าง ผลไม่แน่นอนและไม่ไปในทิศทางเดียวกันเลย ยังไม่ได้จัดเป็นการรักษามาตรฐานครับ บางคนคงเห็นว่ามีการโฆษณาเรื่องนี้มากในรพ.หลายแห่ง ก็แล้วแต่ว่าท่านอยากจะเป็นหนูให้เขาทดลองหรือไม่ !!